First Step | จุดเริ่มต้น > 001. AIRFORCE RIDER

30th Anniversary C130 แห่ง ทอ.ไทย

<< < (2/4) > >>

billy/AIRFORCE RIDER:
ฝูงบินแห่งนี้มีประเพณี ธรรมเนียมปฏิบัติ เพื่อประกันว่า

   ยามใดที่บ้านเมืองประสบปัญหา นักบิน ลูกเรือ เหล่านั้น เสียสละแทนท่าน
  เสี่ยงชีวิตเพื่อท่าน เพื่อคนไทยทุกคน

   การฝึกบินไม่ใช่เรื่องง่าย  ยิ่งการฝึกบินทางยุทธวิธีด้วยแล้ว ยิ่งซับซ้อน และมีอันตรายแฝงอยู่ทุกลมหายใจ   
แต่เป็นหน้าที่ของกองทัพที่ต้องทำให้ อาวุธดี อยู่ในมือทหารดี

ประวัติฝูงบิน 601
   ฝูงบิน 601 ได้รับมอบหมายภารกิจจากกองทัพอากาศ ในการรับผิดชอบ การลำเลียงทางอากาศ และการปฏิบัติกิจเฉพาะพิเศษ จึงได้รับการบรรจุเครื่องบินที่มีสมรรถนะสูงมาโดยตลอด ในอดีตฝูงบินแห่งนี้เคยมีเครื่องบิน C-123,DC-8 และ Merlin IV  ประจำการ ซึ่งล้วนเป็นเครื่องบินที่มีสมรรถนะสูงควรแก่ยุคสมัย  จนกระทั่งในปี พ.ศ.2523 เครื่องบิน C-130 เครื่องแรก ได้เริ่มนำเข้าประจำการในฝูงบินแห่งนี้ และเพื่อบรรลุภารกิจที่ได้รับมอบ กองทัพอากาศจึงได้รับการบรรจุอัตรากำลังพล อันประกอบด้วย นักบิน ต้นหน ซึ่งเป็นนายทหารสัญญาบัตร และ ช่างอากาศ เจ้าหน้าที่ขนส่งทางอากาศ ซึ่งเป็นนายทหารประทวน ทุกคนล้วนได้รับการคัดเลือก ฝึกฝน ปลูกฝัง และรักษาระดับความชำนาญให้มีความพร้อมรบตลอดเวลา

นักบินและต้นหน C-130
   นอกจากการที่กองทัพอากาศได้จัดหา เครื่องบินที่มีสมรรถนะสูงเข้าประจำการแล้ว ทอ.ยังต้องสรรหานักบินที่มีฝีมือดีควบคู่กันไปด้วย ฝูงบิน 601 เป็นที่หมายปองของนักบินจบใหม่ มาตั้งแต่เครื่องบิน C-130 เริ่มเข้าประจำการ  เกือบ 30 ปีที่ผ่านมา การคัดเลือกนักบินเข้าฝูง มีนักบินฝีมือดี ลำดับต้นๆ ให้ความสนใจในการมาเป็นนักบิน C-130 อย่างท่วมท้น ซึ่งนับเป็นโชคดีของ ทอ.ไทย โดยแท้
     โดยทั่วไปศิษย์การบินที่สำเร็จจากโรงเรียนการบินทั้งของไทยและต่างประเทศ  จะถูกจัดเรียงลำดับ จากผลการฝึกบิน ใครบินดี ได้คะแนนดี ก็จะได้สิทธิ์เลือกแบบ เลือกฝูงบิน ก่อนเพื่อนคนอื่น ส่วนใครได้คะแนนการฝึกบินไม่ดีก็มักจะต้องเลือกภายหลัง ในหลายประเทศการได้เป็นนักบินขับไล่ จะถูกเลือกเป็นลำดับต้นๆ แต่น่าประหลาดใจที่กองทัพอากาศไทย มีนักบินที่ฝีมือดี จำนวนไม่น้อย ตั้งใจเลือกมาเป็นนักบิน C-130 ก่อนเป็นลำดับแรก

billy/AIRFORCE RIDER:
นักบินที่เข้ามาบินเครื่องบิน C-130 ต้องมีพื้นฐานความรู้ด้านภาษาอังกฤษ เป็นอย่างดี เพราะตำรับตำราที่เป็นภาษาไทยหาอ่านไม่ค่อยได้ จากนั้นจะได้รับการปูพื้นฐานภาควิชาการ ความรู้เกี่ยวกับตัวเครื่องบิน แล้วจึงไปฝึกบินกับเครื่องฝึกบินจำลองในต่างประเทศ เมื่อกลับมาจึงมีโอกาสได้ขึ้นบินกับเครื่องบินจริง เป็นการฝึกการบังคับควบคุม เครื่องบินขึ้น-ลงในวงจรสนามบิน ฝึกใช้เครื่องช่วยเดินอากาศ ฝึกบินเดินทาง เมื่อผ่านขั้นนี้แล้ว จึงจะเป็นการฝึกบินทางยุทธวิธี เช่น การบินเดินทางด้วยระดับเพดานบินต่ำ การฝึกขึ้นลงในสนามบินที่มีความยาวจำกัด ฝึกการทิ้งนักโดดร่ม ทั้งในระดับต่ำและระดับความสูงสูงมาก ที่สำคัญคือการฝึกทิ้งสัมภาระ CDS นอกเหนือจากนี้ ยังมีการฝึกในการทำภารกิจพิเศษ เช่น การบินหมู่ การฝึกทิ้งสารเคมีหรือน้ำ เพื่อการดับไฟ และยังมีการฝึกร่วมผสม จากต่างเหล่าทัพ และกับกองทัพต่างประเทศ
  กว่าที่กองทัพของเราจะได้นักบินรบที่มีความสามารถพร้อมในการปฏิบัติภารกิจ ได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น ต้องประกอบด้วยการสร้างสมประสบการณ์หลายขั้นตอน  ต้องใช้ระยะเวลาอันยาวนาน และไม่มีเส้นทางลัดสู่ความเป็นมืออาชีพ นักบิน C-130ต้องใช้เวลา
 
2 หรือ 3 ปี ในโรงเรียนเตรียมทหาร   
และ 4 หรือ 5 ปีในโรงเรียนนายเรืออากาศ     
1 ปีในโรงเรียนการบิน   
4 ปีในหน้าที่การเป็นนักบินที่สอง   
อีก 3 ปีในหน้าที่นักบินที่หนึ่ง   
และอีก 3 ปีในหน้าที่ครูการบิน 

   เมื่อนำตัวเลขทั้งหมดมารวมกันจะรวมเวลาได้เท่ากับ 8 + 4 + 6 = 18 ปี นั้นหมายถึงว่า เราต้องใช้ระยะเวลาถึง 18 ปี ในการที่จะสร้างนักบินที่มีความพร้อมที่จะปฏิบัติภารกิจที่มีความเสี่ยงสูง มีความซับซ้อนและมีความกดดันรอบด้าน 

ชีวิตนักบินพร้อมรบ
   หากไม่นับรวมเอาช่วงเวลาของการเตรียมพื้นฐานออกไป นักบินจะมีโอกาสใช้ชีวิตอยู่ในฝูงบิน ประมาณ 10 ปี เป็นชีวิตที่เด็กหนุ่มจะได้สนุกสนานและเรียนรู้ อีกทั้งเป็นวัยที่ต้องปกครองตัวเอง เรียนรู้ศาสตร์การบิน-การยุทธเพื่อทำภารกิจให้สำเร็จและตัวเองมีชีวิตอยู่รอด มีเวลาสนุกสนานกับเพื่อนฝูงวัยเดียวกันอยู่บ้าง  นักบินพร้อมรบนั้นมีกฎระเบียบใน”กรอบของเวลา”ที่ต้องถือปฏิบัติอยู่อย่างเคร่งครัด แต่ละวันทุกเช้าต้องตื่นมาให้ทันเข้าฟัง Morning Brief  ก่อนบินก็แยกไปBrief ย่อย หลังบินก็กลับมาDebriefอีก หากบินดีกลับถึงบ้าน ก็สบายหน่อย พอมีเวลาพักผ่อน หากบินไม่ดีก็ต้องกลับมาอ่านหนังสือ แต่ไม่ว่าจะบินดีหรือไม่ดี  ช่วงเวลาระหว่างThrottle & Bottle ต้องห่างกันอย่างน้อย 12 ชั่วโมง  เป็นเช่นนี้ตลอดทั้งสัปดาห์   ทุกๆ 6 เดือนต้องเข้ารับการตรวจสุขภาพและฝีมือบิน นั่นหมายความว่าตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ต้องดำรงสภาพความพร้อมรบ นักบินจะมีวันที่สนุกสนานได้ไม่มากนัก เพราะหากผิดวินัยการบิน หรือตรวจสุขภาพไม่ผ่าน ย่อมถูกงดบิน งดรับเงินค่าปีก   หากไม่มีความรู้ ไม่มีฝีมือ ก็ไม่มีใครอยากบินด้วย    อาจต้องถูก Grounded  ดังนั้น นักบินทหาร จึงต้องรักษาสุขภาพร่างกายและจิตใจให้สมบูรณ์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และใฝ่หาความรู้ทั่งในด้านการบินและศาสตร์ด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้   การฝึกบินทางยุทธวิธีเป็นเรื่องอันตราย มีความเสี่ยง ตลอดเวลา ใช้ชีวิตเป็นเดิมพัน มีขั้นตอนซับซ้อน ไม่ใช่เรื่องของความโก้เก๋หรือความเท่ห์แต่อย่างใด ภาพการประชาสัมพันธ์อาชีพนักบินที่เราเห็นอยู่บ่อยๆคือ ความองอาจ หยิ่งทะนง ควบคู่กับรายได้และความเป็นอยู่ที่สุขสบายมากกว่าสาขาอาชีพอื่น แต่เบื้องหลัง ความเป็นกับความตายอยู่ห่างกันแค่พริบตาเดียว  ถูกกดดันทั้งร่างกายและจิตใจนานนับสิบปี แต่ถ้าหากการประชาสัมพันธ์ นำความยากลำบากของนักบินออกไป ใครบ้างเล่า!!ที่อยากจะมาเป็นนักบินรบ เพราะเวลาแต่ละนาทีในการฝึกบิน แต่ละวันในโรงเรียนการบิน แต่ละปีในโรงเรียนนายเรืออากาศ มันช่างเนินนานกว่าเวลาของคนปกติเป็นไหนๆ

มีอาชีพใดบ้าง ?  ที่ต้องเปลือยทั้งกายและใจใ ห้คนอื่นตรวจสอบ ทดสอบ อยู่เป็นประจำทุก 6 เดือน!

   การเป็นนักบินลำเลียงทางทหารนั้นมีเนื้อหาสาระที่แตกต่างจากนักบินพาณิชย์ คือ นักบินทหารส่วนใหญ่มีช่วงวัยทำงานอยู่ระหว่าง 24-36 ปี เพราะเป็นช่วงที่ร่างกายมีความสมบูรณ์ แข็งแรง หู ตา ประสาทสัมผัสยังดี สามารถทนต่อการบินในท่าทางที่รุ่นแรงได้ และเป็นช่วงวัยที่นักบินหนุ่มมีความหาญห้าว (Aggressive) และอยากเอาชนะศัตรู  อีกประเด็นหนึ่งที่อยากจะชี้ให้เห็นว่า การบินทางทหารนั้นแตกต่างจากการบินเครื่องบินพาณิชย์ก็คือ การบินทางยุทธวิธีนั้นไม่มีรูปแบบที่ตายตัว การฝึกบินตามกระบวนท่า (Pattern) หรือ Training Rule  นั้น ถูกกำหนดไว้เพื่อทำให้เกิดความปลอดภัยในการฝึกเท่านั้น มิใช่หนทางที่ทำให้เอาชนะศัตรูได้ การบินทางทหารจึงมีสิ่งที่นอกเหนือความคาดหมายเกิดขึ้นได้เสมอ
   ส่วนการบินเชิงพาณิชย์นั้น แม้จะไม่ต้องเผชิญกับท่าทางการบินที่รุนแรง ผู้รักการบินสามารถบินจนอายุ 60ปีหรือกว่านั้น แต่จะต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ กฎหมายต่างๆอย่างเคร่งครัด นักบินพาณิชย์สามารถที่จะโปรแกรมวางแผนการบินไว้ล่วงหน้าได้ตั้งแต่ต้นจนจบ และต้องคอยติดตามข่าวสารการบิน และสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เป็นการปฏิบัติที่มีแบบแผนแน่นอน และมักจะไม่ค่อยมีอะไรนอกเหนือความคาดหมายเกิดขึ้นมากนัก เพียงแต่ต้องทนนั่งอึดอัดอยู่กับที่เป็นเวลานานๆ อดนอนบ้าง
     ในส่วนของนักบิน C-130 นั้นระหว่างที่อยู่ในฝูงบิน 601 นอกจากจะต้องได้รับการฝึกบินทางยุทธวิธีให้เกิดความชำนาญแล้ว ยังจะได้รับการพอกพูนความรู้อื่นๆให้เกิดวุฒิภาวะเพิ่มขึ้น จากหลักสูตรหรือโรงเรียนต่างๆในกองทัพ อาทิ การรบร่วม กิจการนิรภัย การยุทธการ โรงเรียนผู้บังคับฝูงบิน และโรงเรียนเสนาธิการเหล่าทัพ เป็นต้น บางคนขยันหน่อย อาจขนขวายไปเรียนปริญญาโทต่อ ในมหาวิทยาลัยอื่นๆ

billy/AIRFORCE RIDER:
ตลอดระยะเวลาที่อยู่ในฝูงบินนักบินทุกคนจะหมุนเวียนกัน ได้รับประสบการณ์ ในหลายๆด้าน ทั้งการฝึกรบร่วมผสมกับต่างเหล่าทัพ  กองทัพต่างประเทศ การอยู่ในขนบธรรมเนียมทหาร การได้เดินทางนำคณะไปต่างประเทศ ซึ่งทำให้เด็กบ้านนอกหลายคนได้สัมผัสกับเมืองนอก อย่างมีเกียรติและไม่ต้องเสียสตางค์
     ถึงแม้เราจะใช้เวลาสร้างนักบินพร้อมรบ C-130 นานเท่าใด และใช้เงินมากเท่าใดก็ตาม แต่วันเวลาไม่หยุดนิ่ง  คลื่นลูกหลัง นักบินรุ่นน้องที่ไล่ตามมา จะต้องเข้ามาแทนที่ นักบินผู้ชำนาญจะเก็บเกี่ยวประสบการณ์ ไว้กับคนรุ่นตัวเองเพียงรุ่นเดียวไม่ได้ การจากฝูงจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และสมควรด้วยเหตุผล ในที่สุดเมื่อได้บินกับเครื่องบิน C-130 ราว 10-12 ปี นักบินส่วนใหญ่ จำต้องจากฝูงไป ความรู้ต่างๆนอกเหนือจากทางยุทธวิธี ที่ได้รับระหว่างอยู่ในฝูงบิน จะถูกใช้เพื่อการทำงานในระดับสูงขึ้น ร่วมกับหน่วยงานอื่นๆทั้งในและนอกกองทัพต่อไป
      ผู้เขียนเชื่อว่านักบินทุกคนเมื่อต้องจากฝูงไป จะมีความอาลัยและรู้สึกสูญเสียอยู่บ้าง คล้ายกับว่าต้องจากของรักไป  แม้ใจยังรักที่จะบินอยู่ก็ตาม  แต่จะทนยื้ออยู่ได้อย่างไร ในเมื่อแต่ละปี กองทัพต้องมีนักบินรุ่นใหม่ ที่มีความสดกว่าเข้ามาทดแทน การเกษียณการบินของนักบิน C-130 จึงหมายถึงการส่งไม้ผลัดให้แก่คนรุ่นหลัง หรือการเปลี่ยนตำแหน่งจากหน้าเวทีไปอยู่หลังเวที
   นักบิน C-130 แม้จะพ้นจากฝูงบินไปแล้ว หลายคนได้รับตำแหน่งสูงขึ้นในกองทัพ เกือบครึ่งหนึ่งก้าวออกจากกองทัพไปเป็นนักบินพาณิชย์ แต่ยังคงอยู่ในฐานะนักบินสำรองสงคราม เผื่อในกรณีบ้านเมืองเกิดศึกสงคราม จะได้เรียกกลับมาฟื้นฟูความพร้อมรบได้อีก อย่างรวดเร็ว   

เจ้าหน้าที่ช่างอากาศ (Flight Engineer ;FE)

billy/AIRFORCE RIDER:
บุคลากรสำคัญนอกจากนักบินที่กล่าวมาแล้ว ยังมี”ช่างอากาศ” ที่คอยตระเตรียมความพร้อมของเครื่องบิน ทั้งก่อนบิน ระหว่างบิน และหลังบิน ให้อยู่ในสภาพร้อมรบตลอดเวลา ปัจจุบันนี้ช่างอากาศที่ทำหน้าที่ ช่างอากาศระหว่างบิน คงจะเหลือแต่เพียงเครื่องบิน C-130  ชนิดเดียวเท่านั้น เพราะเครื่องบินรุ่นใหม่ๆ ถูกออกแบบให้ระบบคอมพิวเตอร์ทำหน้าที่แทนช่างอากาศ ช่างอากาศเครื่องบิน C-130 จึงเป็นบุคลากรสำคัญมีค่ายิ่ง การเป็นช่างอากาศบนเครื่องบิน C-130ได้ ก็มิใช่เรื่องธรรมดา
    เพราะกว่าจะได้นั่งเก้าอี้ขนแกะ ที่มีความสง่างามมากที่สุดบนเครื่องบิน C-130 (เก้าอี้ช่างอากาศจัดวางเด่นสูงอยู่ตรงกลางห้องนักบิน คล้ายที่นั่งของผู้บัญชาการ) มีขั้นตอนต่างๆเป็นบททดสอบ ความรู้ ความสามารถ ตลอดเวลา และรางวัลชีวิตที่ได้รับไม่ต่างอะไรกับนักบินและลูกเรือตำแหน่งอื่นๆ
 
   โรงเรียนจ่าอากาศคือ ประตูบานที่กว้างที่สุด    ที่เปิดรอไว้ให้ลูกหลานไทยได้เดินผ่านเข้ามาเป็นช่างอากาศที่แท้จริงยุคสุดท้าย
   นอกจากนี้แล้ว ยังมีโรงเรียนช่างฝีมือทหาร และโรงเรียนเหล่าช่างอากาศ(ของกรมช่างอากาศ ชอ.ทอ.) เป็นทางเลือกรอง ที่นำไปสู่จุดหมายเดียวกัน หลังจากจบโรงเรียนเทคนิคขั้นพื้นฐานที่กล่าวมาแล้ว ผ่านประสบการณ์การทำงานกับเครื่องบินขนาดเล็ก ระยะเวลาหนึ่ง แล้วผ่านการคัดเลือกมาเป็นช่าง C-130 ซึ่งมีระบบเทคนิคกลไกซับซ้อนกว่า
   เริ่มจากได้เป็นช่างอากาศภาคพื้น ทำงาน สัมผัสเปลวแดด และไอร้อนจากพื้นคอนกรีตใน Flight Line (แนวลานจอดเครื่องบิน) เรียนรู้ระบบต่างๆของเครื่องบิน C-130 ทีละระบบ เป็นลูกมือคอยช่วยซ่อมแซม แก้ไข เครื่องบินที่ปัญหาขัดข้องเล็กๆ น้อยๆ จนมีความรู้ ประสบการณ์พื้นฐานพอควรแล้ว จะได้รับการตรวจร่างกายผู้ทำการในอากาศ(Medical Class1) เมื่อผ่านขั้นตอนนี้ จึงเรียนรู้ การทำงานของเครื่องบิน C-130 ทั้งยามปกติและในยามเครื่องบินประสบปัญหา คอยคิดคำนวณ สมรรถนะต่างๆเป็นข้อมูลป้อนให้แก่นักบิน ควบคุมแผงระบบเทคนิคที่ติดตั้งไว้บนเพดาน ที่กว้างและใหญ่เกินกว่านักบินจะเอื้อมหรือแหงนมองถึง ครั้นเมื่อเครื่องบินถึงพื้นแล้ว ใช่ว่าจะเสร็จงานกลับบ้านได้ทันที ต้องตรวจตรา และเติมน้ำมันจำนวนกนับหมื่นลิตรให้พร้อมบินในเที่ยวต่อไป เป็นภาระหน้าที่ ที่ต้องใช้ทั้งความรู้ ความละเอียดรอบคอบ และความชำนาญ
 

billy/AIRFORCE RIDER:
เจ้าหน้าที่ขนส่งทางอากาศ (Load Master ; LM )
      ตำแหน่งสำคัญอีกตำแหน่งหนึ่ง บนเครื่องบิน C-130 ที่ขาดไม่ได้ คือ เจ้าหน้าที่ขนส่งทางอากาศ (Load Master LM ) “โหลดมาสเตอร์” มีภาระความรับผิดชอบต่อเครื่องบิน ไม่น้อยไปกว่าลูกเรือคนอื่น ยิ่งในภารกิจทางยุทธวิธีด้วยแล้ว หากขาดซึ่งโหลดมาสเตอร์  สมรรถนะอันสูงส่งของเครื่องบิน C-130 ก็ไร้ค่า ในขณะที่ นักบิน ช่างอากาศ และต้นหน ทำงานง่วนอยู่ในส่วนหน้าบนห้องนักบิน สายตาทั้งแปดดวงมองไปข้างหน้า แต่ทิ้งความรับผิดชอบในส่วนหลังของเครื่องบินทั้งหมดไว้กับโหลดมาสเตอร์ เพียงหนึ่งหรือสองคนเท่านั้น การทำงานของโหลดมาสเตอร์คล้ายคนตาบอด เพราะจะทราบสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ได้จากการเฝ้าฟังการทำงานของลูกเรือส่วนหน้า โดยผ่านสายไมค์และหูฟังเท่านั้น นักบินพาไปทิศทางไหน ความสูงเท่าไรแทบไม่รู้ หากวาระสุดท้ายใกล้มาถึง โหลดมาสเตอร์จะมีเวลาสั่งเสียลูกเมียน้อยกว่าคนอื่น

   โรงเรียนจ่าอากาศคือ ประตูบานแรกและบานเดียว
  ที่เปิดรอไว้ สำหรับลูกผู้ชายที่ต้องการเป็นโหลดมาสเตอร์
 

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป

[*] หน้าที่แล้ว

Go to full version